หน่วยสมรรถนะ

หน่วยสมรรถนะ

อธิบายกระบวนการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนการจัดเตรียมวัตถุดิบ การส่งมอบและต้นทุนเบื้องต้น

สาขาวิชาชีพไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


รายละเอียดหน่วยสมรรถนะ


1. รหัสหน่วยสมรรถนะ EET-ALOF-079B

2. ชื่อหน่วยสมรรถนะ อธิบายกระบวนการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนการจัดเตรียมวัตถุดิบ การส่งมอบและต้นทุนเบื้องต้น

3. ทบทวนครั้งที่ / 2568

4. สร้างใหม่ ปรับปรุง

5. สำหรับชื่ออาชีพและรหัสอาชีพ (Occupational Classification)
N/A
1 8212 ผู้ประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

6. คำอธิบายหน่วยสมรรถนะ (Description of Unit of Competency)

เป็นผู้ที่สามารถอธิบายการจัดเตรียมวัตถุดิบ การส่งมอบ และต้นทุนเบื้องต้นได้ เช่น การจัดการวัสดุและกระบวนการผลิต (FiFo) ระบบคัมบัง (Kanban) ชนิดของต้นทุนและความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตวัตถุดิบมาตรฐานตามแผนตารางแบบโครงสร้างชิ้นงานและข้อมูลกระบวนการผลิตแต่ละชิ้นงาน ทั้งนี้ สามารถระบุสิ่งที่ควรทำและลำดับขั้นตอน เพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ทันเวลาได้ 


7. สำหรับระดับคุณวุฒิ
1 2 3 4 5 6 7 8

8. กลุ่มอาชีพ (Sector)

กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม


9. ชื่ออาชีพและรหัสอาชีพอื่นที่หน่วยสมรรถนะนี้สามารถใช้ได้ (ถ้ามี)

N/A


10. ข้อกำหนดหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง (Licensing or Regulation Related) (ถ้ามี)

N/A


11. สมรรถนะย่อยและเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Elements and Performance Criteria)
หน่วยสมรรถนะย่อย (EOC) เกณฑ์ในการปฏิบัติงาน (Performance Criteria) รหัส PC
(ตามเล่มมาตรฐาน)
รหัส PC
(จากระบบ)
OP251

อธิบายการจัดการวัสดุและกระบวนการผลิต (FiFo) และระบบคัมบัง (Kanban) ได้

1) อธิบายความสำคัญของแผนการผลิตและวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิต

OP251.01 229419
OP251

อธิบายการจัดการวัสดุและกระบวนการผลิต (FiFo) และระบบคัมบัง (Kanban) ได้

2) อธิบายแผนการผลิตและปฏิบัติได้ตามแผนการผลิต

OP251.02 229420
OP251

อธิบายการจัดการวัสดุและกระบวนการผลิต (FiFo) และระบบคัมบัง (Kanban) ได้

3) บอกวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิต (Bill of Materials)

OP251.03 229421
OP252

อธิบายชนิดของต้นทุนและระบุกระบวนการของการผลิต (Process Flow)

1) อธิบายที่มาของต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในองค์ประกอบ 3M ได้

OP252.01 229422
OP252

อธิบายชนิดของต้นทุนและระบุกระบวนการของการผลิต (Process Flow)

2) อธิบายความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตได้อย่างถูกต้อง

OP252.02 229423
OP252

อธิบายชนิดของต้นทุนและระบุกระบวนการของการผลิต (Process Flow)

3) อธิบายความหมายของกระบวนการที่เกิดการเคลื่อนย้ายและการหยุดนิ่ง เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตได้

OP252.03 229424
OP253

อธิบายวัตถุดิบมาตรฐานตามแผน ตารางแบบโครงสร้างชิ้นงาน และข้อมูลกระบวนการผลิตแต่ละชิ้นงาน

1) อธิบายจุดสำคัญตามแบบ (Drawing) ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ (Specification Sheet) และแผนควบคุม (Control Plan)

OP253.01 229425
OP253

อธิบายวัตถุดิบมาตรฐานตามแผน ตารางแบบโครงสร้างชิ้นงาน และข้อมูลกระบวนการผลิตแต่ละชิ้นงาน

2) อธิบายคุณสมบัติของวัตถุดิบมาตรฐานตามแบบได้

OP253.02 229426
OP253

อธิบายวัตถุดิบมาตรฐานตามแผน ตารางแบบโครงสร้างชิ้นงาน และข้อมูลกระบวนการผลิตแต่ละชิ้นงาน

3) เลือกใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตได้ถูกต้อง

OP253.03 229427
OP254

ระบุสิ่งที่ควรทำและลำดับขั้นตอนเพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ทันเวลา

1) อธิบายสิ่งที่ควรผลิตตามลำดับก่อนหลังเพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ทันเวลา

OP254.01 229428
OP254

ระบุสิ่งที่ควรทำและลำดับขั้นตอนเพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ทันเวลา

2) อธิบายขั้นตอนการผลิตและอัตราการผลิตเพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ทันเวลา พร้อมผลกระทบ

OP254.02 229429

12. ความรู้และทักษะก่อนหน้าที่จำเป็น (Pre-requisite Skill & Knowledge)

N/A


13. ทักษะและความรู้ที่ต้องการ (Required Skills and Knowledge)

(ก) ความต้องการด้านทักษะ

1. สามารถตีความจากคำแนะนำการทำงานของผู้บังคับบัญชาได้

2. สามารถตีความ กำหนด และอธิบายขั้นตอนการทำงานได้

3. สามารถสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ได้

(ข) ความต้องการด้านความรู้

1. ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามแนวทางการปฏิบัติงาน เช่น SOP (Standard Operating Procedure), WI (Work Instructions) 

2. ความรู้เกี่ยวกับแผนงาน หรือแผนกระบวนการผลิต

3. ความรู้เกี่ยวกับหลักการ 5ส และการทำกิจกรรม 5ส

4. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบคุณภาพ ต้นทุน และการส่งมอบ


14. หลักฐานที่ต้องการ (Evidence Guide)

(ก) หลักฐานการปฏิบัติงาน ( Performance Evidence )

มีหลักฐานการผ่านงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และการประกอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ หนังสือรับรองการทำงาน หรือใบรับรองการปฏิบัติงานจากสถานประกอบการ หรือหน่วยงานต้นสังกัด



(ข) หลักฐานความรู้ (Knowledge Evidence)

ใบประกาศนียบัตร หรือบันทึกการผ่านการอบรม สัมมนาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง เช่น ความปลอดภัยในการทำงาน การใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัย



(ค) คำแนะนำในการประเมิน

หลักฐานที่ต้องการเพื่อแสดงถึงสมรรถนะในส่วนนี้ ต้องมีความสัมพันธ์กับข้อกำหนดของสมรรถนะย่อยและเกณฑ์การปฏิบัติงานในหน่วยสมรรถนะนี้ โดยต้องแสดงถึง

- ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการการสัมภาษณ์เชิงเทคนิค

- มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง



(ง) วิธีการประเมิน    

พิจารณาจากร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลักฐานด้านปฏิบัติงาน และหลักฐานด้านความรู้


15. ขอบเขต (Range Statement)

(ก) คำแนะนำ 

N/A



(ข) คำอธิบายรายละเอียด

1. กระบวนการของผลิต (Process Flow) เป็นการใช้สัญลักษณ์ในการผลิต ซึ่งแยกตามสัญลักษณ์ของกระบวนการทำงาน มี 4 ประเภท คือ

(1) วงกลม (Operation) ใช้แทน การทำงาน การวางแผน การคำนวน การให้คำสั่ง และการรับคำสั่ง

(2) สี่เหลี่ยม (Inspection) ใช้แทน การตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณ และคุณลักษณะของวัตถุ

(3) ลูกศร (Transportation) ใช้แทน การเคลื่อนที่ และพนักงานกำลังเดิน

(4) ครึ่งวงกลม (Delay) ใช้แทน การคอยเพื่อให้ชิ้นงานต่อไปเริ่มต้น และเก็บวัสดุชั่วคราวระหว่างทำงาน



2. Bill of Materials หรือ BOM คือ รายการวัสดุ สูตรการผลิต หรือโครงสร้างสินค้า “Product Structure” ที่ใช้แสดงข้อมูลส่วนประกอบ จำนวนวัสดุที่ใช้ ลำดับการผลิตคร่าว ๆ ครอบคลุมถึงปริมาณที่ใช้ผลิต และระยะเวลาการผลิตที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าต่อ 1 รายการ



3. ปัจจัยในกระบวนการผลิตมี 4 ด้าน (4M in Production Process) ได้แก่ 

(1) ทรัพยากรมนุษย์ (Man) คือ คนงาน พนักงาน หรือบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกสายการผลิต ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด เพราะการผลิต หรือดำเนินการใด ๆ จะต้องเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยคน ทั้งในด้านความคิด การวางแผน การดำเนินการ หรือจัดการทำให้เกิดการผลิต หรือกิจกรรมทางธุรกิจทุกรูปแบบ การบริหารกำลังคนต้องมีการพัฒนาคนด้านความรู้ ทักษะ และวางแผนการใช้คนให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลกับงานให้มากที่สุด

(2) วัสดุ (Material) คือ วัสดุสิ่งของ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนอะไหล่ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งมีส่วนนำมาใช้ในการผลิตสินค้า หรือบริการ เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต่อมา เพราะธุรกิจต้องอาศัยสิ่งที่ได้ในกลุ่มนี้มาใช้เป็นทรัพยากรในการผลิต ดังนั้น ต้องรู้จักบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ มีเพียงพอในการผลิต บริหารจัดการให้ได้ต้นทุนที่ต่ำในการผลิต และทำให้ธุรกิจได้ผลกำไรสูงสุด เช่น การบริหารวัสดุในการดำเนินงานทำอย่างไรให้สิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิตให้น้อยที่สุด หรือการใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด

(3) เครื่องจักร (Machine) คือ เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการผลิต การผลิตอาจจะยังมีข้อจำกัดในเรื่องความสามารถ อาจไม่สามารถทำการผลิตได้ในปริมาณที่มาก หากขาดเครื่องมือเครื่องจักรมาช่วย เพราะปัจจัยในกลุ่มนี้จะเป็นส่วนที่มาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ความสามารถของมนุษย์ไม่สามารถทำได้ เช่น ระยะเวลาทำงานที่ต่อเนื่อง ความถูกต้องแม่นยำ ความเร็วในการผลิต ความสม่ำเสมอที่เป็นมาตรฐาน หรือความทนทานในบางสถานการณ์ที่มนุษย์ทำไม่ได้ เช่น สภาพอากาศในที่อุณหภูมิสูง หรือต่ำ สภาพแวดล้อมอากาศที่มีก๊าซพิษ เป็นต้น การบริหารเครื่องจักร โดยให้มีการใช้เครื่องจักรให้เกิดความคุ้มค่า มีการควบคุมคุณภาพเครื่องจักร การดูแลรักษา      การปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีอยู่เสมอ เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลกับงานให้มากที่สุด โดยเน้นคุณภาพความเที่ยงตรงสูง ใช้เวลาน้อย และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ดังนั้น การบำรุงรักษา เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ จึงมีความสำคัญต่อการผลิตอย่างมาก

(4) วิธีปฏิบัติงาน (Method) คือ วิธีการ ขั้นตอน หรือขบวนการในการทำงาน หรือการผลิต    ซึ่งปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต่อมา เพราะความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมจะต้องมาจากการปฏิบัติงานและขั้นตอนของการผลิตที่ดี ต้องมีการจัดการ การวางแผน การติดตาม การตรวจสอบ และการควบคุมการผลิต หรือการดำเนินกิจกรรม โดยกำหนดให้มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ดีมีประสิทธิภาพ การบริหารวิธีปฏิบัติงานต้องมีการพัฒนาขั้นตอนการทำงาน นำเอาความรู้เทคโนโลยีใหม่ และวางแผนขบวนการทำงานให้ดี มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ประหยัดเวลา  สามารถติดตามตรวจสอบได้ง่าย และกระบวนการจัดการบริหารควบคุม เพื่อให้งานทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



4. ความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต หรือความสูญเสีย มี 7 ประการ ได้แก่

(1) ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction) เป็นการผลิตสินค้าปริมาณมากเกินความต้องการการใช้งานในขณะนั้น หรือผลิตไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน มาจากแนว ความคิดเดิมที่ว่าแต่ละขั้นตอนจะต้องผลิตงานออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุดในแต่ละครั้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะทำให้มีงานระหว่างทำ (Work in Process : WIP) ในกระบวนการเป็นจำนวนมากและทำให้กระบวนการผลิตขาดความยืดหยุ่น

(2) ความสูญเสียเนื่องจากการเก็บวัสดุคงคลัง (Inventory) เป็นความสูญเปล่าที่เกิดจากพัสดุคงคลัง ดูเหมือนว่าจะเป็นความสูญเปล่าที่จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงาน แต่การที่ต้องสร้างโกดัง เพื่อเก็บชิ้นส่วนประกอบ หรือผลผลิตสำเร็จรูปแล้ว โดยจะต้องจ่ายเพื่อการควบคุมดูแลรักษา ค่าเช่า โกดังค่าแรงงานต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

(3) ความสูญเสียเนื่องจากการขนส่ง (Transportation) การขนส่ง เป็นกิจกรรมที่ทำให้วัสดุ  แต่ละชนิดภายในโรงงานเกิดการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงสถานที่ เพื่อทำให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าการบริหารจัดการและควบคุมการขนส่งไม่เหมาะสมก็จะทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น

(4) ความสูญเสียเนื่องจากการเคลื่อนไหว (Motion) เป็นความสูญเปล่าที่เกิดจากการเคลื่อนไหว หรือการออกแบบสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น วิธีการทำงาน ก่อนอื่นจะต้องขจัดความสูญเปล่าที่เกิดจากการเคลื่อนไหว ได้แก่ การหยิบออกมาวางไว้ก่อน การก้มการเอียง การหยิบชิ้นส่วนจากด้านหลัง หรือการทำงาน โดยใช้มือเพียงข้างเดียว ในสถานประกอบการที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ซึ่งเกิดจากการออกแบบสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม และขาดมาตรฐานในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพของงานที่ออกมาไม่มีความสม่ำเสมอ หรือต้องใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น

(5) ความสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลิต (Processing) เป็นการมีขั้นตอนการผลิตที่มากเกินความจำเป็น หรือกระบวนการผลิตที่มีการทำงานซ้ำกันหลายขั้นตอนเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดความล่าช้าในการผลิต เพราะงานเหล่านั้นไม่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกระบวนการผลิตที่ไม่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีขึ้น

(6) ความสูญเสียเนื่องจากการรอคอย (Delay) อันเกิดจากการขาดความสมดุลอันเนื่องมาจากการวางแผนการไหลของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่ไม่ลงตัว หรือไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นจากความไม่สมดุลความเร็วในการผลิต ความล่าช้าในการผลิต ระยะทางระหว่างกระบวนการผลิตที่ห่างไกลกัน การเติมวัตถุดิบในคลังสินค้า ความไม่สัมพันธ์ของเครื่องจักรอัตโนมัติกับพนักงานที่ทำงานด้วยการลงมือปฏิบัติงาน (Manual) หรือแม้กระทั่งจากความสามารถของพนักงานเก่ากับพนักงานใหม่ในการส่งมอบงานต่อกัน

(7) ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตของเสีย (Defect) เป็นความสูญเปล่าที่เกิดจากงานเสียรวมไปถึงการที่ไม่สามารถแก้ไขงานเสียนั้นได้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ทำการผลิตเป็น รอบ (Lot) ใหญ่ ๆ นั้น จะมีงานคั่งค้างสะสมอยู่ระหว่างแต่ละกระบวนการค่อนข้างมาก อันมีผลทำให้การตรวจพบงานเสียนั้นกระทำได้ช้า นอกจากนี้ ความสูญเปล่าของงานที่เสีย ยังรวมไปถึงความสูญเปล่า ของการซ่อมงาน เมื่อของเสียถูกผลิตออกมาอาจถูกนําไปแก้ไขใหม้ให้ได้คุณสมบัติตามที่ลูกค้าต้องการ หรือถูกนําไปกําจัดทิ้ง ดังนั้น จึงทำให้มีการสูญเสียเนื่องจากการผลิตของเสียขึ้น



5. จุดสำคัญตามแบบ (Drawing Specification Sheet และ Control Plan) โดยส่วนการผลิตจะยึดข้อกำหนดของลูกค้าเป็นหลักที่ระบุไว้ในเอกสาร หรือหากไม่กำหนดจะมีการอ้างมาตรฐานสากล เช่น IPC (Institute for Printed Circuits) เป็นมาตรฐานที่ใช้ของอุตสาหกรรม มีรายละเอียด ดังนี้ 

- IPC-A-600 การยอมรับบอร์ดพิมพ์ซึ่งกำหนดมาตรฐานคุณภาพทั่วทั้งอุตสาหกรรมสำหรับการยอมรับแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBs)

- IPC-6012 ข้อกำหนดคุณสมบัติและประสิทธิภาพสำหรับบอร์ดแข็งซึ่งกำหนดประเภทของบอร์ดแข็งและอธิบายข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามในระหว่างการผลิตบอร์ดสำหรับประสิทธิภาพ Class 1, 2 และ 3 มีรายละเอียด ดังนี้ 

(1) PCB Class 1 จะมีอายุการใช้งานที่ จำกัด ไม่ซับซ้อน และความต้องการเป็นเพียงฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานปลายทาง เช่น ที่เปิดประตูโรงรถ

(2) PCB Class 2 จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานที่ต่อเนื่องอายุการใช้งานที่ยาวนานและการบริการที่ไม่สะดุด แต่ไม่สำคัญต่อผลกระทบต่อความล้มเหลว เช่น เมนบอร์ด (Mainboard) พีซี 

(3) PCB Class 3 จะรวมถึงการใช้งานขั้นสุดท้ายที่ประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หรือประสิทธิภาพตามความต้องการเป็นสิ่งสำคัญไม่สามารถยอมรับความล้มเหลวได้และผลิตภัณฑ์จะต้องทำงานเมื่อจำเป็น เช่น ระบบควบคุมการบิน หรือระบบป้องกันภัย



6. คุณสมบัติของวัตถุดิบมาตรฐานตามแบบที่กำหนดในเอกสาร หรือลูกค้ากำหนดวัตถุดิบหลัก แกนแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Core) มักทำจากแผ่นไฟเบอร์กลาสอีพอกซี เช่น วัสดุ FR-4 ที่มีความทนทานและคุณสมบัติทนไฟ ซึ่งพื้นผิวแข็งทั่วไปจะเคลือบด้วยชั้นทองแดงด้านเดียว หรือทั้งสองด้าน การสนับสนุนทางกลโครงสร้างที่แข็งแกร่งของแกนทำให้เหมาะอย่างยิ่งในการทนต่อความเครียดทางกายภาพและความร้อนระหว่างและหลังการผลิต ประกอบด้วย 

- FR-4 (ฐานผ้าใยแก้ว) CEM-1 และ CEM-3 (ใยแก้วและพื้นผิวคอมโพสิตกระดาษ)

- FR-1 (ลามิเนตหุ้มทองแดงที่ใช้กระดาษ) ลามิเนตหุ้มทองแดงฐานโลหะ โดยส่วนใหญ่เป็นอะลูมิเนียม และบางส่วนเป็นแกนทองแดง ซึ่งเป็นวัสดุประเภททั่วไปในปัจจุบัน

- พรีเพร็ก (Prepreg) ทำมาจาก ผ้าใยแก้ว ด้วยการชุบสารยึดติดเรซิน การผสมผสานนี้ให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวางชั้นแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เรซินที่ใช้ในพรีเพร็กจะผ่านกระบวนการเพิ่มความยืดหยุ่น ซึ่งจะทำให้เรซินสามารถปรับตัวเข้ากับชั้นต่าง ๆ ได้ดีระหว่างการเคลือบ และเมื่อได้รับความร้อนและแรงกดดัน เรซินก็จะแข็งตัวเต็มที่ทำให้เกิดการยึดติดที่แข็งแรง โดยพรีเพร็ก (Prepreg) เป็นวัสดุยึดติดที่ใช้ในการผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) หลายชั้น ซึ่งหลังจากการบ่มมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวัสดุหลัก โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อจัดเตรียมฉนวนกันความร้อนและการรองรับโครงสร้าง ให้แน่ใจว่าชั้นต่าง ๆ ยังคงติดกันอย่างแน่นหนาในระหว่างกระบวนการผลิต

คุณสมบัติหลักที่ควรทราบ เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของลามิเนตที่แตกต่างกัน มีรายละเอียด ดังนี้ 

- Tg (Glass transition temperature) คือ อุณหภูมิที่สารโมเลกุลใหญ่อย่างพวกพอลิเมอร์ รวมถึงเส้นใยทางสิ่งทอชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ย้อม ซึ่งอุณหภูมิที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพอย่างรุนแรง โดยจะเปลี่ยนจากวัสดุที่แข็งเหมือนแก้วเป็นวัสดุที่อ่อนนุ่มและเป็นยาง

- Td (Degradation Temperature) อุณหภูมิการสลายตัว หมายถึง อุณหภูมิของพอลิเมอร์   ในสถานะของเหลวหนืด เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นการเสื่อมสภาพของสายโซ่โมเลกุลจะรุนแรงขึ้น และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นถึงอุณหภูมิเมื่อสายโซ่โมเลกุลพอลิเมอร์เป็นที่เสื่อมโทรมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ลามิเนตสลายตัวทางเคมี

- Dk ค่าคงที่ไดอิเล็กทริก (Dielectric constant, ε) เป็นสมบัติทางไฟฟ้า (Electrical properties) ของวัสดุ เป็นค่าที่บ่งบอกถึงความมีขั้ว (Polarity) ของวัสดุที่อุณหภูมิใดๆ มีความสามารถในการเก็บพลังงานไฟฟ้าในสนามไฟฟ้า เพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นฉนวนวัสดุที่มีค่าคงที่ไดอิเล็กทริกที่ต่ำกว่าจะดีกว่าและในการใช้งาน RF ค่าคงที่ไดอิเล็กทริกที่สูงขึ้นอาจเป็นที่ต้องการ

- Df (Dissipation Factor) คือ การทดสอบทางไฟฟ้าที่ช่วยกำหนดสภาพโดยรวมของวัสดุฉนวน วัสดุไดอิเล็กทริกเป็นวัสดุที่นำไฟฟ้าได้ไม่ดี แต่เป็นตัวสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพของสนามไฟฟ้าสถิต เมื่อวัสดุฉนวนไฟฟ้าอยู่ภายใต้สนามไฟฟ้าสถิต วัสดุไดอิเล็กทริกบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของวัสดุฉนวน โดยแสดงอัตราการสูญเสียพลังงาน



ความหนาของชั้นทองแดงของแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) สากลที่ใช้กันทั่วไป คือ35um, 50um และ 70um โดยความหนาของทองแดงมักจะขึ้นอยู่กับกระแสที่ไหลผ่านแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และความหนาของฟอยล์ทองแดงมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 1.4 มิลลิเมตร ถึง 2.8 มิลลิเมตร (ในชั้นใน) และ 2-3 ออนซ์ (รวมชั้นนอก) โดยทั่วไป "ทองแดง 1 ออนซ์" หมายถึง ความหนาของชั้นทองแดง เท่ากับ ทองแดง 1 ออนซ์ต่อตารางฟุต ของพื้นผิวแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งเป็นความหนามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในการใช้งานกระแสไฟต่ำถึงปานกลาง



7. คุณภาพ (Quality) ในกระบวนการผลิตตามกำหนดของลูกค้า หรือมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001)

8. ต้นทุน (Cost) ในกระบวนการผลิต เป็นความรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น ค่าวัสดุ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงงาน เป็นต้น

9. การส่งมอบ (Delivery) ในกระบวนการผลิต เป็นความรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับจำนวนผลิต ระยะเวลาการส่งมอบแต่ละกระบวนการ และความต้องการของลูกค้า

 


16. หน่วยสมรรถนะร่วม (ถ้ามี)

N/A


17. อุตสาหกรรมร่วม/กลุ่มอาชีพร่วม (ถ้ามี)

N/A


18. รายละเอียดกระบวนการและวิธีการประเมิน (Assessment Description and Procedure)

18.1 การสอบข้อเขียน ได้แก่ แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก

18.2 การสัมภาษณ์เชิงเทคนิค

ดูรายละเอียดจากคู่มือประเมิน

 



ยินดีต้อนรับ